บทความ

ปุตตมังสสูตร (สังยุตตนิกาย > นิทานวรรค > นิทานสังยุต > มหาวรรค)

ปุตตมังส สูตร   (ว่าด้วย เนื้อบุตร ) สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ  พระเชตวัน  อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี  เขตกรุงสาวัตถี ณ  ที่นั้น  พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลาย มาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย" ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มี พระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างนี้  เป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ ผู้เกิดแล้ว  หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร ๔ อย่าง  อะไรบ้าง  คือ ๑. กวฬิงการาหาร  ที่หยาบหรือละเอียด ๒. ผัสสาหาร ๓. มโนสัญเจตนาหาร ๔. วิญญาณาหาร อาหาร ๔ อย่างนี้  เป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิด แล้ว  หรือเพื่อ อนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด กวฬิงการาหาร   จะพึงเห็นได้อย่างไร คือ  เปรียบเหมือนภรรยาสามีทั้งสอง  ถือเอาเสบียงเล็กน้อย  เดินทางกันดาร เขาทั้งสองมีบุตรน้อย ๑ คนทั้งน่ารักและน่าพอใจ ขณะที่พวกเขากำลังเดินทาง กันดาร  เสบียงที่มีเพียงเล็กน้อยได้หมดสิ้นไป  แต่ทางกันด...

อานันทเสฏฐิวัตถุ (ขุททกนิกาย > ธรรมบท > พาลวรรค)

อานันทเสฏฐิ วัตถุ   (เรื่องอานนทเศรษฐี ) พระผู้มีพระภาคตรัส พระคาถานี้แก่เศรษฐีชื่อมูลสิริ  บุตรของอานนทเศรษฐี  ดังนี้ว่า        " คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า  'เรามีบุตร  เรามีทรัพย์' แท้จริง  ตัวตนก็ไม่มี  บุตรและทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน " อานันทเสฏฐิ วัตถุ   จบ อรรถกถา สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ  พระเชตวัน   อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี  เ ขตกรุงสาวัตถี ทรงปรารภอานนทเศรษฐี   ตรัสพระธรรมเทศนา นี้ว่า [ อานนทเศรษฐีสั่งสอนบุตรให้ตระหนี่ ] ได้ยินว่า  ในกรุงสาวัตถี  เศรษฐีชื่ออานนท์  มีสมบัติประมาณ  ๘๐ โกฏิ  แต่เขาเป็นคนตระหนี่มาก อานนทเศรษฐีนั้นให้พวกญาติ ประชุมกันทุกกึ่งเดือน  แล้วกล่าวสอนบุตรของตนผู้ชื่อว่ามูลสิริ ใน ๓ เวลาอย่างนี้ว่า "เจ้าอย่าได้ทำความสำคัญว่าทรัพย์ ๔๐ โกฏิ นี้มาก เจ้าไม่ควรให้ทรัพย์ที่มีอยู่สิ้นไป  ควรยังทรัพย์ใหม่ให้เกิดขึ้น เพราะ เมื่อบุคคลทำกหาปณะแม้หนึ่ง ๆ ให้เสื่อมไป  ทรัพย์ย่อมสิ้นด้วยเหมือนกัน เพราะเหตุนั้...

จูฬทุกขักขันธสูตร (มัชฌิมนิกาย > มูลปัณณาสก์ > สีหนาทวรรค)

จูฬทุกขักขันธ สูตร   (ว่าด้วย กองทุกข์  สูตรเล็ก ) สมัยหนึ่ง   พระ ผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ  นิโครธาราม  เขตกรุงกบิลพัสดุ์   ในแคว้นสักกะ ครั้งนั้น  เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ  ถวายอภิวาท  แล้วประทับนั่ง  ณ  ที่สมควร  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง แล้วสิ้นกาลนานอย่างนี้ว่า 'โลภะเป็นอุปกิเลสแห่งจิต โทสะเป็นอุปกิเลสแห่งจิต โมหะเป็นอุปกิเลสแห่งจิต' เมื่อเป็นเช่น นั้น บางคราว  โลภธรรมยังครอบงำจิตของ ข้าพระองค์ไว้ได้บ้าง โทสธรรมยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้บ้าง โมหธรรม ยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้บ้าง ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า  'ธรรมอะไร เล่าที่ข้าพระองค์ยังละไม่ได้ในภายใน ซึ่งเป็นเหตุให้โลภธรรมยังครอบงำจิตของ ข้าพระองค์ไว้ได้บ้าง โทสธรรมยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้บ้าง โมหธรรมยัง ครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้บ้างเป็นครั้งคราว" พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  "มหานามะ ธรรม...

มหากัมมวิภังคสูตร (มัชฌิมนิกาย > อุปริปัณณาสก์ > วิภังควรรค)

มหากัมมวิภังค สูตร   (ว่าด้วย การจำแนกกรรม  สูตรใหญ่ ) สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ  พระเวฬุวัน  สถานที่ให้เหยื่อ กระแต  เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้นแล  ท่านพระสมิทธิอยู่ในกระท่อมป่า ครั้งนั้น   ปริพาชกชื่อโปตลิบุตรเที่ยวเดินเล่นอยู่  เข้าไปหาท่านพระสมิทธิถึงที่อยู่  แล้วได้ สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ  พอเป็นที่ระลึกถึงกัน  แล้วนั่ง  ณ  ที่สมควร   ได้กล่าวกับท่านพระสมิทธิว่า "ท่านพระสมิทธิ ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระสมณโคดมว่า 'กายกรรมไม่จริง  วจีกรรมไม่จริง  มโนกรรมเท่านั้นจริง' และว่า  'สมาบัติที่บุคคล เข้าแล้วไม่เสวยเวทนาอะไร ๆ นั้นก็มีอยู่" ท่านพระสมิทธิกล่าวว่า "ท่านโปตลิบุตร ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้  อย่ากล่าวตู่ พระผู้มีพระภาค  การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ ตรัสไว้อย่างนี้ว่า  'กายกรรมไม่จริง  วจีกรรมไม่จริง  มโนกรรมเท่านั้นจริง' และว่า  ' สมาบัติที่บุคคลเข้าแล้วไม่เสวยเวทนาอะไร ๆ...