บทความ

กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ ที่พึ่ง

วาลสูตร (สังยุตตนิกาย > มหาวารวรรค > สัจจสังยุต > ปปาตวรรค)

วาลสูตร   (ว่าด้วยอุปมาด้วยปลายขนทราย) สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่  ณ  กูฏาคารศาลา  ป่ามหาวัน   เขตกรุงเวสาลี ครั้นในเวลาเช้า  ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสก  ถือบาตรและ จีวร  เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงเวสาลี ได้เห็นลิจฉวีกุมารจำนวนมากฝึกยิงลูกศรอยู่ใน สัณฐาคารให้เข้าทางช่องดาลเล็ก ๆ  จากที่ไกล  ติดต่อกันได้  ไม่ผิดพลาด  จึงคิดดังนี้ ว่า "ลิจฉวีกุมารเหล่านี้ฝึกแล้วหนอ  ฝึกดีแล้วหนอ ที่ยิงลูกศรให้เข้าทางช่องดาล เล็ก ๆ  จากที่ไกล  ติดต่อกันได้  ไม่ผิดพลาด" ท่านพระอานนท์ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในกรุงเวสาลีแล้ว   กลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ   ถวายอภิวาท  แล้ว นั่ง  ณ  ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอ ประทานวโรกาส เวลาเช้า  ข้าพระองค์ครองอันตรวาสก  ถือบาตรและจีวร   เข้าไป บิณฑบาตยังกรุงเวสาลี ได้เห็นลิจฉวีกุมารจำนวนมากฝึกยิงลูกศรอยู่ในสัณฐาคา...

อหิราชสูตร (อังคุตตรนิกาย > จตุกกนิบาต > ทุติยปัณณาสก์ > ปัตตกัมมวรรค)

อหิราชสูตร   (ว่าด้วยตระกูลพญางู) สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ  พระเชตวัน  อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี  เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น  ภิกษุรูปหนึ่งในเขตกรุงสาวัตถีถูกงูกัด ถึงแก่มรณภาพ ลำดับนั้น  ภิกษุหลายรูปพากันไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ   ถวายอภิวาท  แล้วนั่ง  ณ  ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า "ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุรูปหนึ่งในเขตกรุงสาวัตถีถูกงูกัดถึงแก่มรณภาพ" พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นคงจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตให้ ตระกูลพญางู ๔ ตระกูล เพราะถ้าเธอแผ่เมตตาจิตให้ตระกูลพญางู ๔ ตระกูล   เธอก็จะไม่ถูกงูกัดถึงแก่มรณภาพ ตระกูลพญางู ๔ ตระกูล  อะไรบ้าง  คือ ๑. ตระกูลพญางูชื่อวิรูปักขะ ๒. ตระกูลพญางูชื่อเอราปถะ ๓. ตระกูลพญางูชื่อฉัพยาปุตตะ ๔. ตระกูลพญางูชื่อกัณหาโคตมกะ ภิกษุนั้นคงจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตให้ตระกูลพญางู ๔ ตระกูลนี้ เพราะถ้าเธอแผ่ เมตตาจิตให้ตระกูลพญางู ๔ ตระกูล  เธอก็จะไม่ถูกงูกัดถึงแก่มรณภาพ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตใ...

ปฐมเทวพราหมณสูตร (อังคุตตรนิกาย > ติกนิบาต > ทุติยปัณณาสก์ > พราหมณวรรค)

ปฐมเทวพราหมณสูตร   (ว่าด้วยพราหมณ์แก่ ๒ คน  สูตรที่ ๑) สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ  พระเชตวัน  อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี  เขตกรุงสาวัตถี ค รั้ง นั้น พราหมณ์ ๒ คน  เป็นผู้แก่  ผู้เฒ่า  ผู้ใหญ่   ผู้ล่วงกาลผ่านวัย  นับแต่เกิดมามีอายุ ๑๒๐ ปี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ  พอเป็นที่ระลึกถึงกัน   แล้วจึงนั่ง  ณ  ที่ สมคว ร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า "ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพราหมณ์แก่  ผู้เฒ่า  ผู้ใหญ่  ผู้ล่วง กาลผ่านวัย  นับแต่เกิดมามีอายุ ๑๒๐ ปี พวกข้าพเจ้านั้นไม่ได้ทำความดีไว้  ไม่ ได้ทำกุศลไว้  ไม่ได้สร้างเครื่องต้านทานภัยไว้ ขอท่านพระโคดมทรงว่ากล่าวพวก ข้าพเจ้า ขอท่านพระโคดมทรงสั่งสอนพวกข้าพเจ้า เพื่อเกื้อกูล  เพื่อความสุขแก่พวก ข้าพเจ้าตลอดกาลนานเถิด" พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "พราหมณ์ทั้งหลาย ที่แท้พวกท่านเป็นผู้แก่  ผู้เฒ่า   ผู้ใหญ่  ผู้ล่วงกาลผ่านวัย  ...

ยักขปหารสูตร (ขุททกนิกาย > อุทาน > เมฆิยวรรค)

ยักขปหาร สูตร   (ว่าด้วย ยักษ์ตีศีรษะพระสารีบุตรเถระ ) สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ  พระเวฬุวัน  กลันทกนิวาปสถาน   เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ที่ กโปตกันทราวิหาร ในคืนเดือนเพ็ญ ท่านพระสารีบุตรปลงผมใหม่ ๆ  นั่งเข้าสมาธิ อยู่ในที่แจ้ง ขณะนั้น  มียักษ์ ๒ ตนเป็นสหายกัน เดินทางจากทิศเหนือไปทางทิศใต้เพื่อ ทำกิจที่จะต้องทำบางอย่าง ยักษ์ทั้งสองนั้นได้เห็นท่านพระสารีบุตรปลงผมใหม่ ๆ   นั่งเข้าสมาธิอยู่ในที่แจ้ง ยักษ์ตนหนึ่งได้กล่าวกับยักษ์อีกตนหนึ่งว่า "สหาย  เราคิด อยากตีศีรษะสมณะรูปนี้" เมื่อยักษ์ตนนั้นกล่าวอย่างนี้  ยักษ์ตนหนึ่งจึงกล่าวดังนี้ว่า "อย่าเลยสหาย  ท่านอย่าทำร้ายสมณะเลย สมณะรูปนั้นมีคุณยิ่ง  มีฤทธิ์มาก   มีอานุภาพมาก" แม้ครั้งที่ ๒ ยักษ์ตนนั้นได้กล่าวกับยักษ์ตนหนึ่งดังนี้ว่า "สหาย  เราคิดอยากตี ศีรษะสมณะรูปนี้" ยักษ์ตนหนึ่งได้กล่าวกับยักษ์ตนนั้นดังนี้ว่า "อย่าเลยสหาย  ท่านอย่าทำร้าย สมณะเลย สมณะรูปนั้นมีคุณยิ่ง  มีฤ...

ปุพพัณหสูตร (อังคุตตรนิกาย > ติกนิบาต > ตติยปัณณาสก์ > มังคลวรรค)

ปุพพัณหสูตร   (ว่าด้วยเวลาเช้าเป็นฤกษ์ดีเป็นต้น) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า "ภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดประพฤติกายสุจริต  วจีสุจริต  และมโนสุจริตในเวลาเช้า  เวลาเช้าก็เป็นเวลาที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติกายสุจริต  วจีสุจริต  และมโนสุจริตในเวลาเที่ยง  เวลาเที่ยงก็เป็นเวลาที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติกายสุจริต  วจีสุจริต  และมโนสุจริตในเวลาเย็น  เวลาเย็นก็เป็นเวลาที่ดีของสัตว์เหล่านั้น" จากนั้น  พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า        " สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี  มงคลดี  สว่างดี  รุ่งดี ขณะดี  ยามดี  และบูชาดีในพรหมจารีบุคคล กายกรรมเป็นส่วนเบื้องขวา (*) วจีกรรมเป็นส่วนเบื้องขวา มโนกรรมเป็นส่วนเบื้องขวา ความปรารถนาของท่านเป็นส่วนเบื้องขวา สัตว์ทั้งหลายทำกรรมอันเป็นส่วนเบื้องขวาแล้ว ย่อมได้ประโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องขวา        ท่านเหล่านั้นได้ประโยชน์แล้ว จงได้รับความสุข ...

อัคคิทัตตปุโรหิตวัตถุ (ขุททกนิกาย > ธรรมบท > พุทธวรรค)

อัคคิทัตตปุโรหิตวัตถุ   (เรื่องปุโรหิตชื่ออัคคิทัต) พระผู้มีพระภาคเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน  เขตกรุงสาวัตถี ประทับนั่งบนกองทราย  ทรงปรารภปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล  ชื่ออัคคิทัต  แล้วตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อัคคิทัตทูลลาบวช ดังได้สดับมา  อัคคิทัตนั้นได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้ามหาโกศล  ครั้นเมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว  พระราชาทรงพระนามว่าปเสนทิโกศลทรงดำริว่า  "ผู้นี้เป็นปุโรหิตแห่งพระชนกของเรา"  จึงตั้งเขาไว้ในตำแหน่งนั้นนั่นแลด้วยความเคารพ ในเวลาที่เขามาสู่พระราชสำนัก  พระองค์ทรงทำการเสด็จลุกรับด้วยความเคารพ  รับสั่งให้พระราชทานอาสนะ (ที่นั่ง) ที่เสมอกัน  ด้วยพระดำรัสว่า  "อาจารย์  เชิญนั่งบนอาสนะนี้" อัคคิทัตนั้นคิดว่า  "พระราชานี้ทรงทำความเคารพในเราอย่างเหลือเกิน  แต่เราก็ไม่อาจเป็นที่ถูกพระราชหฤทัยของพระราชาทั้งหลายได้ตลอดกาล  อนึ่ง  พระราชาก็เยาว์วัย  ยังหนุ่มน้อย  ชื่อว่าความเป็นพระราชากับด้วยคนผู้มีวัยเสมอกันนั่นแลเป็นเหตุให้เกิดสุข  ส่วนเราเป็นคนแก่ ...